วันอังคารที่ 16 ธันวาคม พ.ศ. 2557

ข้อสอบ O-net วิชาคอมพิวเตอร์

ข้อสอบ O-net วิชาคอมพิวเตอร์
1. ซอฟต์แวร์ คือ
ก. โปรแกรมชุดของคำสั่งที่ควบคุมการทำงานของคอมพิวเตอร์
ข. อุปกรณ์เทคโนโลยีระดับสูง
ค. โปรแกรมแก้ปัญหาทุกอย่างของมนุษย์
ง. อุปกรณ์ที่ทำหน้าเสมือนสมองกล
(เฉลย ข้อ ก.)

2. ข้อใดไม่ใช่ระบบปฏิบัติการ
ก. ระบบปฏิบัติการดอส
ข. ระบบปฏิบัติการไมโครซอฟท์เวิร์ด
ค. ระบบปฏิบัติการไมโครซอฟต์วินโดวส์
ง. ระบบปฏิบัติการ แอนดรอยด์
(เฉลย ข้อ ข.)

3. ชนิดของซอฟต์แวร์ (software) มีทั้งหมดกี่ชนิด
ก. มี 1 ชนิด 1.ซอฟต์แวร์ระบบ
ข. มี 2 ชนิด 1.ซอฟต์แวร์ระบบ 2.ซอฟต์แวร์ประยุกต์
ค. มี 3 ชนิด 1.ซอฟต์แวร์ระบบ 2.ซอฟต์แวร์ ประยุกต์ 3.ซอฟต์แวร์บุคคล
ง. มี 4 ชนิด 1.ซอฟต์แวร์ระบบ 2.ซอฟต์แวร์ประยุกต์ 3.ซอฟต์แวร์บุคคล 4. ซอฟต์แวร์ บริหาร
(เฉลย ข้อ ข.)

4. ซอฟต์แวร์นำเสนอ คือข้อใด
ก. Microsoft Excel
ข. Microsoft Access
ค. Microsoft Outlook
ง. Microsoft PowerPoint
(เฉลย ข้อ ง.)

5. โปรแกรมวินโดวส์ เป็นซอฟต์แวร์ประเภทใด
ก. ซอฟต์แวร์ระบบ
ข. ซอฟต์แวร์ประยุกต์
ค. ซอฟต์แวร์สำเร็จ
ง. ซอฟต์แวร์ที่พัฒนาขึ้นใช้งานเฉพาะ
(เฉลย ข้อ ก.)

6. โปรแกรมเชื่อมต่อกับเครือข่ายอินเทอร์เน็ต คือโปรแกรมใด
ก.Microsoft Word
ข.Internet Explorer
ค.Google Chrome
ง.ถูกทั้ง ข และ ค
(เฉลย ข้อ ง.)

7. ข้อใดคือความหมายของ ฮาร์ดแวร์ ?
ก. โปรแกรมที่สั่งให้คอมพิวเตอร์ทำงาน
ข. ส่วนประกอบของเครื่องคอมพิวเตอร์
ค. ขั้นตอนในการปฏิบัติงาน
ง. บุคลากรที่ทำงานกับคอมพิวเตอร์
(เฉลย ข้อ ข.)

8. ข้อใด ไม่ใช่ระบบปฏิบัติการ
ก.  Android
ข.  Linux
ค.  Windows Mobile
ง.  ถูกทุกข้อ คือ ปฏิบัติการ
(เฉลย ข้อ ง.)

9.ไฟล์ประเภทใดในข้อต่อไปนี้เก็บข้อมูลในลักษณะตัวอักษร.
ก.  ไฟล์เพลง  MP 3 (mp 3)
ข.  ไฟล์รูปประเภท  JPEG (jpeg)
ค.  ไฟล์แสดงผลหน้าเว็บ (html)
ง.  ไฟล์วีดีโอประเภท  Movie (movie)
(เฉลย ข้อ ค.)

10.ข้อใดเป็นเทคโนโลยีการเชื่อมต่อข้อมูลไร้สายทั้งหมด.
ก.  Wi-Fi  ,  IP              ข.  Wi-Fi  ,Bluetooth
ค.  3G  ADSL               ง.  3G    Ethernet
(เฉลย ข้อ ข.)


ที่มา https://krupaga.wordpress.com/category/%E0%B9%81%E0%B8%9A%E0%B8%9A%E0%B8%97%E0%B8%94%E0%B8%AA%E0%B8%AD%E0%B8%9A-o-net-%E0%B8%A1-6-%E0%B8%84%E0%B8%AD%E0%B8%A1%E0%B8%9E%E0%B8%B4%E0%B8%A7%E0%B9%80%E0%B8%95%E0%B8%AD%E0%B8%A3%E0%B9%8C/ และ http://www.kruchiangrai.net/2013/09/20/%E0%B8%82%E0%B9%89%E0%B8%AD%E0%B8%AA%E0%B8%AD%E0%B8%9A%E0%B8%84%E0%B8%AD%E0%B8%A1%E0%B8%9E%E0%B8%B4%E0%B8%A7%E0%B9%80%E0%B8%95%E0%B8%AD%E0%B8%A3%E0%B9%8C-20%E0%B8%82%E0%B9%89%E0%B8%AD-%E0%B8%9E%E0%B8%A3%E0%B9%89%E0%B8%AD%E0%B8%A1%E0%B9%80%E0%B8%89%E0%B8%A5%E0%B8%A2/

วันจันทร์ที่ 3 พฤศจิกายน พ.ศ. 2557

ชนิดของ field ในตาราง mysql
           นั่งค้นหาชนิดของ field ว่าเราจะเลือกใช้ชนิดไหนดีให้เหมาะสม ก็ไปเจอบทความนี้ ก็ขอเอามาไว้ blog ตัวเองซะด้วยเผื่อจะได้อ่านอีกคราวหน้า
VARCHAR : สำหรับเก็บข้อมูลประเภทตัวอักษร ทุกครั้งที่เลือกชนิดของฟิลด์เป็นประเภทนี้ จะต้องมีการกำหนดความยาวของข้อมูลลงไปด้วย ซึ่งสามารถกำหนดค่าได้ตั้งแต่ 1 - 255 ฟิลด์ชนิดนี้ เหมาะสำหรับการเก็บข้อมูลสั้นๆ เช่น ชื่อ นามสกุล หรือหัวข้อต่างๆ เป็นต้น... ในส่วนฟิลด์ประเภทนี้ จะสามารถเลือก "แอตทริบิวต์" เป็น BINARY ได้ โดยปกติแล้วการจัดเรียงข้อมูลเวลาสืบค้น (query) สำหรับ VARCHAR จะเป็นแบบ case-sensitive (ตัวอักษรใหญ่ และเล็กมีความหมายแตกต่างกัน) แต่หากระบุ "แอตทริบิวต์" เป็น BINARY ปุ๊บ การสืบค้นจะไม่คำนึงตัวอักษรว่าจะเป็นตัวใหญ่ หรือตัวเล็ก
CHAR : สำหรับเก็บข้อมูลประเภทตัวอักษร แบบที่ถูกจำกัดความกว้างเอาไว้คือ 255 ตัวอักษร ไม่สามารถปรับเปลี่ยนได้เหมือนกับ VARCHAR หากทำการสืบค้นโดยเรียงตามลำดับ ก็จะเรียงข้อมูลแบบ case-sensitive เว้นแต่จะกำหนดแอตทริบิวต์เป็น BINARY ที่จะทำให้การเรียงข้อมูลเป็นแบบ non case-sensitive เช่นเดียวกับ VARCHAR
TINYTEXT : ในกรณีที่ข้อความยาวๆ หรือต้องการที่จะค้นหาข้อความ โดยอาศัยฟีเจอร์ FULL TEXT SEARCH ของ MySQL เราอาจจะเลือกที่จะไม่เก็บข้อมูลลงในฟิลด์ประเภท VARCHAR ที่มีข้อจำกัดแค่ 256 ตัวอักษร แต่เราจะเก็บลงฟิลด์ประเภท TEXT แทน โดย TINYTEXT นี้ จะสามารถเก็บข้อมูลได้ 256 ตัวอักษร ซึ่งมองเผินๆ ก็ไม่ต่างกับเก็บลงฟิลด์ประเภท CHAR หรือ VARCHAR(255) เลย แต่จริงๆ มันต่างกันตรงที่ มันทำ FULL TEXT SEARCH ได้
 TEXT : สำหรับเก็บข้อมูลประเภทตัวอักษร เช่นเดียวกับ TINYTEXT แต่สามารถเก็บได้มากขึ้น โดยสูงสุดคือ 65,535 ตัวอักษร หรือ 64KB เหมาะสำหรับเก็บข้อมูลพวกเนื้อหาต่างๆ ที่ยาวๆ
MEDIUMTEXT : เก็บข้อมูลประเภทตัวอักษร เช่นเดียวกับ TINYTEXT แต่เก็บข้อมูลได้ 16,777,215 ตัวอักษร
LONGTEXT : เก็บข้อมูลประเภทตัวอักษร เช่นเดียวกับ TINYTEXT แต่เก็บข้อมูลได้ 4,294,967,295 ตัวอักษร
TINYINT : สำหรับเก็บข้อมูลชนิดตัวเลขที่มีขนาด 8 บิต ข้อมูลประเภทนี้เราสามารถกำหนดเพิ่มเติมในส่วนของ "แอตทริบิวต์" ได้ว่าจะเลือกเป็น UNSIGNED หรือ UNSIGNED ZEROFILL โดยจะมีความแตกต่างดังนี้
UNSIGNED : จะหมายถึงเก็บค่าตัวเลขแบบไม่มีเครื่องหมาย แบบนี้จะทำให้สามารถเก็บค่าได้ตั้งแต่ 0 - 255
UNSIGNED ZEROFILL : เหมือนข้างต้น แต่ว่าหากข้อมูลที่กรอกเข้ามาไม่ครบตามจำนวนหลักที่เรากำหนด ตัว MySQL จะทำการเติม 0 ให้ครบหลักเอง เช่น ถ้ากำหนดให้ใส่ได้ 3 หลัก แล้วทำการเก็บข้อมูล 25 เข้าไป เวลาที่สืบค้นดู เราจะได้ค่าออกมาเป็น 025
หากไม่เลือก "แอตทริบิวต์" สิ่งที่เราจะได้ก็คือ SIGNED นั่นก็คือต้องเสียบิตนึงไปเก็บเครื่องหมาย บวก/ลบ ทำให้สามารถเก็บข้อมูลได้อยู่ในช่วง -128 ถึง 127 เท่านั้น
SMALLINT : สำหรับเก็บข้อมูลประเภทตัวเลขที่มีขนาด 16 บิต จึงสามารถเก็บค่าได้ตั้งแต่ -32768 ถึง 32767 (ในกรณีแบบคิดเครื่องหมาย) หรือ 0 ถึง 65535 (ในกรณี UNSIGNED หรือไม่คิดเครื่องหมาย) ซึ่งสามารถเลือก Attribute เป็น UNSIGNED และ UNSIGNED ZEROFILL ได้เช่นเดียวกับ TINYINT
MEDIUMINT : สำหรับเก็บข้อมูลประเภทตัวเลขที่มีขนาด 24 บิต นั่นก็หมายความว่าสามารถเก็บข้อมูลตัวเลขได้ตั้งแต่ -8388608 ไปจนถึง 8388607 (ในกรณีแบบคิดเครื่องหมาย) หรือ 0 ถึง 16777215 (ในกรณีที่เป็น UNSIGNED หรือไม่คิดเครื่องหมาย) ซึ่งสามารถเลือก Attribute เป็น UNSIGNED และ UNSIGNED ZEROFILL ได้เช่นเดียวกับ TINYINT
INT : สำหรับเก็บข้อมูลประเภทตัวเลขที่มีขนาด 32 บิต หรือสามารถเก็บข้อมูลได้ตั้งแต่ -2147483648 ไปจนถึง 2147483647 ครับ (ในกรณีแบบคิดเครื่องหมาย) หรือ 0 ถึง 4294967295 (ในกรณีที่เป็น UNSIGNED หรือไม่คิดเครื่องหมาย) ซึ่งสามารถเลือก Attribute เป็น UNSIGNED และ UNSIGNED ZEROFILL ได้เช่นเดียวกับ TINYINT
BIGINT : สำหรับเก็บข้อมูลประเภทตัวเลขที่มีขนาด 64 บิต สามารถเก็บข้อมูลได้ตั้งแต่ -9223372036854775808 ไปจนถึง 9223372036854775807 เลยทีเดียว (แบบคิดเครื่องหมาย) หรือ 0 ถึง 18446744073709551615 (ในกรณีที่เป็น UNSIGNED หรือไม่คิดเครื่องหมาย) ซึ่งสามารถเลือก Attribute เป็น UNSIGNED และ UNSIGNED ZEROFILL ได้เช่นเดียวกับ TINYINT
FLOAT[(M,D)] : ที่กล่าวถึงไปทั้งหมด ในตระกูล INT นั้นจะเป็นเลขจำนวนเต็ม หากเราบันทึกข้อมูลที่มีเศษทศนิยม มันจะถูกปัดทันที ดังนั้นหากต้องการจะเก็บค่าที่เป็นเลขทศนิยม ต้องเลือกชนิดขอฟิลด์เป็น FLOAT โดยจะเก็บข้อมูลแบบ 32 บิต คือมีค่าตั้งแต่ -3.402823466E+38 ไปจนถึง -1.175494351E-38, 0 และ 1.175494351E-38 ถึง 3.402823466E+38
DOUBLE[(M,D)] : สำหรับเก็บข้อมูลประเภทตัวเลขทศนิยม เช่นเดียวกับ FLOAT แต่มีขนาดเป็น 64 บิต สามารถเก็บได้ตั้งแต่ -1.7976931348623157E+308 ถึง -2.2250738585072014E-308, 0 และ 2.2250738585072014E-308 ถึง 1.7976931348623157E+308
DECIMAL[(M,D)] : สำหรับเก็บข้อมูลประเภทตัวเลขทศนิยม เช่นเดียวกับ FLOAT แต่ใช้กับข้อมูลที่ต้องการความละเอียดและถูกต้องของข้อมูลสูง
ข้อสังเกต เกี่ยวกับข้อมูลประเภท FLOAT, DOUBLE และ DECIMAL ก็คือ เวลากำหนดความยาวของข้อมูลในฟิลด์ จะถูกกำหนดอยู่ในรูปแบบ (M,D) ซึ่งหมายความว่า ต้องมีการระบุว่า จะให้มีตัวเลขส่วนที่เป็นจำนวนเต็มกี่หลัก และมีเลขทศนิยมกี่หลัก เช่น ถ้าเรากำหนดว่า FLOAT(5,2) จะหมายความว่า เราจะเก็บข้อมูลเป็นตัวเลขจำนวนเต็ม 5 หลัก และทศนิยม 2 หลัก ดังนั้นหากทำการใส่ข้อมูล 12345.6789 เข้าไป สิ่งที่จะเข้าไปอยู่ในข้อมูลจริงๆ ก็คือ 12345.68 (ปัดเศษให้มีจำนวนหลักตามที่กำหนดไว้)


DATE : สำหรับเก็บข้อมูลประเภทวันที่ โดยเก็บได้จาก 1 มกราคม ค.ศ. 1000 ถึง 31 ธันวาคม ค.ศ. 9999 โดยจะแสดงผลในรูปแบบ YYYY-MM-DD
DATETIME : สำหรับเก็บข้อมูลประเภทวันที่ และเวลา โดยจะเก็บได้ตั้งแต่ 1 มกราคม ค.ศ. 1000 เวลา 00:00:00 ไปจนถึง 31 ธันวาคม ค.ศ. 9999 เวลา 23:59:59 โดยรูปแบบการแสดงผล เวลาที่ทำการสืบค้น (query) ออกมา จะเป็น YYYY-MM-DD HH:MM:SS
TIMESTAMP[(M)] : สำหรับเก็บข้อมูลประเภทวันที่ และเวลาเช่นกัน แต่จะเก็บในรูปแบบของ YYYYMMDDHHMMSS หรือ YYMMDDHHMMSS หรือ YYYYMMDD หรือ YYMMDD แล้วแต่ว่าจะระบุค่า M เป็น 14, 12, 8 หรือ 6 ตามลำดับ สามารถเก็บได้ตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม ค.ศ. 1000 ไปจนถึงประมาณปี ค.ศ. 2037
TIME : สำหรับเก็บข้อมูลประเภทเวลา มีค่าได้ตั้งแต่ -838:59:59 ไปจนถึง 838:59:59 โดยจะแสดงผลออกมาในรูปแบบ HH:MM:SS
YEAR[(2/4)] : สำหรับเก็บข้อมูลประเภทปี ในรูปแบบ YYYY หรือ YY แล้วแต่ว่าจะเลือก 2 หรือ 4 (หากไม่ระบุ จะถือว่าเป็น 4 หลัก) โดยหากเลือกเป็น 4 หลัก จะเก็บค่าได้ตั้งแต่ ค.ศ. 1901 ถึง 2155 แต่หากเป็น 2 หลัก จะเก็บตั้งแต่ ค.ศ. 1970 ถึง 2069

ข้อสังเกต ค่าที่เก็บในข้อมูลประเภท TIMESTAMP และ YEAR นั้นจะมีความสามารถพอๆ กับ การเก็บข้อมูลวันเดือนปี และเวลา ด้วยฟิลด์ชนิด VARCHAR แต่ต่างกันตรงที่ จะใช้เนื้อที่เก็บข้อมูลน้อยกว่า... ทว่า ฟิลด์ประเภท TIMESTAMP นั้นจะมีข้อจำกัดในเรื่องของเวลาที่สามารถเก็บได้ คือจะต้องอยู่ในระหว่าง 1 มกราคม ค.ศ. 1000 ไปจนถึงแถวๆ ค.ศ. 2037 อย่างที่บอก แต่หากเก็บเป็น VARCHAR นั้นจะไม่ติดข้อจำกัดนี้

ฟิลด์ชนิด YEAR ก็เช่นกันครับ... ใช้เนื้อที่แค่ 1 ไบต์เท่านั้นในการเก็บข้อมูล แต่ข้อจำกัดจะอยู่ที่ ปี ค.ศ. 1901 ถึง 2155 เท่านั้น (หรือ ค.ศ. 1970 ถึง 2069 ในกรณี 2 หลัก) แต่หากเก็บเป็น VARCHAR จะได้ตั้งแต่ 0000 ถึง 9999 เลย อันนี้เลยอยู่ที่ความจำเป็นมากกว่าครับ (แต่ด้วยความที่ว่า ปัจจุบันฮาร์ดดิสก์ราคาถูกมากๆ ผมเลยไม่ติดใจอะไรที่จะใช้ VARCHAR แทน เพื่อความสบายใจ อิอิ เพราะสมมติว่ากินเนื้อที่ต่างกัน 3 ไบต์ ต่อ 1 ระเบียน มีข้อมูล 4 ล้านระเบียน ก็เพิ่งต่างกัน 12 ล้านไบต์ หรือ 12 เมกะไบต์เท่านั้นเอง ซึ่งหากเทียบกับปริมาณข้อมูลทั้งหมดของข้อมูล 4 ล้านระเบียน ผมว่ามันต้องมีอย่างน้อยเป็นกิกะไบต์ ดังนั้นความแตกต่างที่ไม่กี่เมกะไบต์จึงไม่มากมายอะไรครับ)
TINYBLOB : สำหรับเก็บข้อมูลประเภทไบนารี ได้แก่ ไฟล์ข้อมูลต่างๆ, ไฟล์รูปภาพ, ไฟล์มัลติมีเดีย เป็นต้น คือไฟล์อะไรก็ตามที่อัพโหลดผ่านฟอร์มอัพโหลดไฟล์ในภาษา HTML โดย TINYBLOB นั้นจะมีเนื้อที่ให้เก็บข้อมูลได้ 256 ไบต์
BLOB : สำหรับเก็บข้อมูลประเภทไบนารี เช่นเดียวกับ TINYBLOB แต่สามารถเก็บข้อมูลได้ 64KB
MEDIUMBLOB : สำหรับเก็บข้อมูลประเภทไบนารี เช่นเดียวกับ TINYBLOB แต่เก็บข้อมูลได้ 16MB

LONGBLOB : สำหรับเก็บข้อมูลประเภทไบนารี เช่นเดียวกับ TINYBLOB แต่เก็บข้อมูลได้ 4GB
ข้อสังเกต ข้อมูลประเภท BLOB นั้น แม้จะมีประโยชน์ในเรื่องของการเก็บข้อมูลประเภท BINARY ให้อยู่กับตัวฐานข้อมูล ทำให้สะดวกเวลาสืบค้นก็ตาม แต่มันก็ทำให้ฐานข้อมูลมีขนาดใหญ่เกินความจำเป็นด้วย ทำให้เกิดความไม่สะดวกในการสำรองฐานข้อมูลในกรณีที่ มีข้อมูลอัพโหลดไปเก็บมากๆ โดยปกติแล้ว จะใช้วิธีการอัพโหลดไปเก็บไว้ในโฟลเดอร์ แล้วเก็บลิงก์ไปยังไฟล์เหล่านั้น เป็นฟิลด์ชนิด VARCHAR มากกว่า
SET : สำหรับเก็บข้อมูลที่เป็นกลุ่มของข้อมูลที่ยอมให้เลือกได้ 1 ค่าหรือหลายๆ ค่า ซึ่งสามารถกำหนดได้ถึง 64 ค่า

สร้างฐานข้อมูลโดยใช้ phpmyaddmin

สร้างฐานข้อมูลโดยใช้ phpmyaddmin
          phpMyAdmin เป็นเครื่องมือสำหรับใช้จัดการฐานข้อมูล MySQL ซึ่งฐานข้อมูลหากเราพูดให้เข้าใจง่ายๆ ก็คือ ระบบที่ถูกสร้างขึ้นเพื่อใช้จัดเก็บข้อมูลด้วยคอมพิวเตอร์ เพื่อให้ข้อมูลของเรามีความพร้อมสามารถนำมาใช้งานได้ทันที  สำหรับความรู้เรื่องฐานข้อมูลนั้น ครูกนนจะได้นำเสนอในความรู้เรื่อง  "ความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับระบบการจัดการฐานข้อมูล"  ซึ่งจะได้นำเสนอในโอกาสต่อไป
         จากที่ได้กล่าวไปแล้วว่าเป็นเครื่องมือที่ใช้จัดการฐานข้อมูล MySQL ที่ต้องใช้ phpMyAdmin ก็เพราะว่าในการจัดการกับฐานข้อมูล MySQL นั้นหากเราไม่มีเครื่องมือจัดการแล้วเราต้องใช้วิธีพิมพ์คำสั่ง MySQL เองตั้งแต่การสร้างตารางข้อมูล  การเพิ่ม  การลบ  การอัพเดท  ข้อมูลต่างๆ  ซึ่งคงเป็นเรื่องยากที่เราจะมานั่งจำคำสั่งต่างๆของ MySQL 



วิธีการใช้ phpMyAdmin 1

วิธีการใช้   phpMyAdmin             
            phpMyAdmin มีวิธีการใช้งานที่ง่ายๆ และได้ถูกติดตั้งพร้อมกับ Appserv แล้วเราเพียงแค่คลิกเข้าไปใช้งานก็เท่านั้นเอง ในบทความนี้จะนำเสนอวิธีสร้างฐานข้อมูลด้วย phpMyAdmin ซึ่งมีขั้นตอนดังนี้

1. ให้เราเปิด Browser เช่น IE  Chrome  Firefox  ขึ้นมาแล้วพิมพ์ 127.0.0.1 ที่ช่อง URL
    จากนั้นให้เคลิกที่ข้อความ  phpMyAdmin  Database Manager... ตามภาพด้านล่าง
    ที่มีลูกศรชี้อยู่
    
 phpMyAdmin-1
2. ก็จะมีหน้าต่างให้ใส่ ชื่อผู้ใช้ และ รหัสผ่าน ปรากฏขึ้นมา
    ในช่อง ชื่อผู้ใช้ ให้ใส่คำว่า root
    ในช่อง รหัสผ่าน ให้ใส่รหัสผ่านที่เราสร้างไว้เมื่อตอนติดตั้ง Appserv

phpMyAdmin-3


วิธีการใช้ phpMyAdmin 2


3. ถ้าใส่ ชื่อผู้ใช้ หรือ รหัสผ่าน ไม่ถูกต้องก็จะปรากฏหน้าต่างคล้ายภาพด้านล่าง

    phpMyAdmin-4

4. หากภาพในข้อ 3 ปรากฏขึ้นมาก็ไม่ต้องตกใจครับให้คลิกปุ่ม back เพื่อย้อนกลับไปเริ่มต้นทำข้อ 1 ใหม่ได้อีกครั้ง
  
  phpMyAdmin-5

5. หากเข้าสู่ระบบได้ก็จะมีหน้าต่างคล้ายภาพด้านล่างปรากฏขึ้นมาครับ
    phpMyAdmin-6

    

วิธีการใช้ phpMyAdmin 3

7. ให้เรารู้จักปุ่ม
    หมายเลข 1 คือ ปุ่ม Home มีไว้สำหรับคลิกกลับมาที่หน้าแรกของ phpMyAdmin
    หมายเลข 2 คือ ปุ่ม Exit มีไว้สำหรับคลิกออกจาก phpMyAdmin
    
 phpMyAdmin-7
8. ในช่องฐานข้อมูลหากเราคลิกเข้าไปดูก็จะเห็นฐานข้อมูลที่ phpMyAdmin สร้างไว้ให้บ้างแล้ว
    สำหรับท่านที่ติดตั้ง Appserv ครั้งแรก อาจจะมีชื่อฐานข้อมูลไม่เหมือนตัวอย่างก็ไม่ต้องกังวลครับ
    เพราะภาพตัวอย่าง ผมได้สร้างฐานข้อมูลไว้บ้างแล้ว
    
 phpMyAdmin-8

9. ให้ท่านดูที่ด้านขวาของ phpMyAdmin ท่านจะเห็นคล้ายภาพตัวอย่างมีสิ่งที่เราต้องทำความรู้จัก
    สำหรับการสร้างฐานข้อมูลใหม่ดังนี้ครับ
    หมายเลข 1 คือ ช่องสำหรับใส่ชื่อฐานข้อมูลที่เราจะสร้าง ในที่นี้ผมจะสร้างฐานข้อมูลชื่อ myDataBase
                              ผมก็พิมพ์ชื่อฐานข้อมูลลงไปในช่องที่ 1
    หมายเลข 2 คือ ช่องสำหรับเปลี่ยนรหัสอักขระ ให้คลิกเลือกเป็น utf8_unicode_ci ครับ

    หมายเลข 3 คือ ปุ่ม สร้าง เมื่อเราทำข้อ 1,2 เสร็จแล้วก็คลิกปุ่ม สร้าง
phpMyAdmin-9

วิธีการใช้ phpMyAdmin 4

10. เราก็จะเห็นชื่อฐานข้อมูลที่สร้างปรากฏด้านซ้ายมือครับ

       myDataBase(0)  หมายความว่า  ฐานข้อมูลชื่อ myDataBase มีตารางข้อมูลอยู่ 0 ตาราง
      
 phpMyAdmin-10
11. นี่เลยครับสุดยอดของ phpMyAdmin ที่ผมชอบล่ะครับ ให้ทุกท่านดูตรงบรรทัด คำค้น SQL
      ท่านจะเห็นว่าด้านล่างมีคำสั่ง MySQL สำหรับใช้สร้างฐานข้อมูลครับ ที่ชอบก็เพราะว่า
      เราสามารถมาเรียนรู้คำสั่ง MySQL แบบที่เรียกว่า Command Line ได้จาก phpMyAdmin ครับ
      นั่นคือเราทำอะไรก็ให้เราจำคำสั่ง MySQL ที่เราทำลงไปให้ดีๆ แล้วสามารถนำไปใช้ในการ
      เขียนโปรแกรมด้วยภาษาคอมพิวเตอร์ต่างๆ ที่มีการติดต่อกับฐานข้อมูล MySQL ได้อย่างสบายๆ
      เลยล่ะครับ
      phpMyAdmin-11
       นี่ก็เป็นขั้นตอนง่ายๆในการใช้ phpMyAdmin สร้างฐานข้อมูล ในบทความต่อไปจะนำเสนอวิธีใช้ phpMyAdmin จัดการกับฐานข้อมูลในรูปแบบอื่นๆเช่น การสร้างตารางข้อมูล  การกำหนดโครงสร้างตารางข้อมูล  การเพิ่มข้อมูล  การลบข้อมูล  การอัพเดทข้อมูล เป็นต้น


วันพฤหัสบดีที่ 25 กันยายน พ.ศ. 2557

ระบบสารสนเทศ

ระบบสารสนเทศ (Information System)

ระบบสารสนเทศ (Information System) หมายถึง ระบบที่มีการนำคอมพิวเตอร์มาช่วยในการรวบรวม จัดเก็บ หรือจัดการกับข้อมูลข่าวสารเพื่อให้ข้อมุลนั้นกลายเป็นสารสนเทศที่ดี สามารถนำไปใช้ในการประกอบการตัดสินใจได้ในเวลาอันรวดเร็วและถูกต้อง 

          ระบบสารสนเทศประกอบด้วยองค์ประกอบดังนี้ 

  • Hardware   หมายถึง อุปกรณ์ที่เกี่ยวข้องในการจัดกระทำกับข้อมูล ทั้งที่เป็นอุปกรณ์คอมพิวเตอร์และอุปกรณ์อื่น ๆ เช่น เครื่องคอมพิวเตอร์ เครื่องคิดเลข 
  • Software   หมายถึง ชุดคำสั่ง หรือเรียกให้เข้าง่ายว่า โปรแกรม ที่สามารถสั่งการให้คอมพิวเตอร์ทำงานในลักษณะที่ต้องการภายใต้ขอบเขตความสามารถที่เครื่องคอมพิวเตอร์ หรือโปรแกรมนั้น ๆ สามารถทำได้ ซอร์ฟแวร์แบ่งออกเป็น ซอร์ฟแวร์ระบบ และ ซอร์ฟแวร์ประยุกต์

  • User   หมายถึง กลุ่มผุ้คนที่ทำงานหรือเกี่ยวข้องกับระบบสารสนเทศ


  • Data   หมายถึง ข้อเท็จจริงต่าง ๆ ที่อาจอยู่ในรูปแบบต่างๆ ไม่ว่าจะเป็น ตัวหนังสือ แสง สี เสียง สัญญาณอิเล็กทรอนิกส์ ภาพ วัตถุ หรือหลายๆอย่างผสมผสานกัน ซึ่งข้อมูลที่ดีจะต้องตรงกับความต้องการของผู้ใช้ 

  •  Procedure   หมายถึง  ขั้นตอน กระบวนการต่าง ๆ ในการปฏิบัติงานในระบบสารสนเทศ



                เมื่อทั้ง 5 ส่วนดังกล่าวข้างต้น ทำงานประสานกัน ส่งผลให้ข้อมูลเกิดการประมวลผลและนำไปใช้ประโยชน์ นั่นก็คือ สารสนเทศนั่นเอง ซึ่งสารเสนทศนี้จะเป็นสารสนเทศที่ดี จะต้องเป็นสารสนเทศที่มีความถูกต้องตรงกับความต้องการของผู้ใช้และทันเวลาในการใช้งาน กล่าวโดยสรุปก็คือ กระบวนการสารสนเทศเป็นกระบวนการที่ทำให้เกิดสารเสนเทศขึ้นมานั่นเอง ซึ่งจะต้องประกอบด้วยองค์ประกอบสำคัญ 5 ส่วน นั่นคือ Hardware Software User Procedure และ Data